[คุยกันขำๆ] ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ภาค 2 : ประกาศอิสรภาพ [Spoil]
posted on 13 Feb 2009 13:37 by sakuranjotai-type-b
เริ่มต้นที่เมืองพิษณุโลก ทหารกำลังซ้อมดาบกันอยู่ขะมักเขม้น เจ้าเมืองไชยบุรีกับเจ้าเมืองศรีเทพขี่ม้ามาพบกันที่ประตูเมืองโดย (ท่าจะ) ไม่ได้นัดหมาย แย่งกันจะเข้าเฝ้าพระนเรศ (ซึ่งตอนนี้โตเป็นหนุ่มแล้ว) พูดใต้เท้า - กระผม (แต่เราได้ยินบางคำพูด 'ผม' เฉย ๆ ด้วย T^T) เมื่อตกลงกันไม่ได้ จึงใช้วิธีเป่ายิ้งฉุบ
รู้อยู่หรอกว่ามีหลายชาติที่เป่ายิ้งฉุบเหมือนเรา แต่มีมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้วเหรอ? แล้วเจ้าเมืองตกลงกันโดยการเป่ายิ้งฉุบเนี่ยนะ? เออ...คิด ๆ ดูก็ดีเหมือนกันว่ะ ไม่เสียเลือดเสียเนื้อดี ถ้าผู้มีอำนาจทั้งนั้นในโลกตัดสินความขัดแย้งด้วยเป้ายิ้งฉุบ, ซูโม่นิ้ว, หรือโอน้อยออก ยังไง ๆ ใครชนะ ผลมันก็แแปะเอี้ย ประชาชนไม่ได้แย่ลงไปกว่าที่เป็นอยู่สักเท่าไร
เอาละ จะเข้าเฝ้าพระนเรศ แต่ไม่รู้ว่าใครในที่นั้นคือพระนเรศ แต่พระองค์มีฉายาว่าองค์ดำนี่นา เลยพากันไปไหว้คนที่ดำที่สุดในที่นั้นกัน ..." ซึ่งจริง ๆ แล้วพี่แกเป็นทหารแขกมัวร์อาสารบ (...)
สองเจ้าเมืองมาขอลองวิชากับพระนเรศ ว่าวิชาพม่าจะสู้วิชาสยามได้ไหม ก่อนที่จะมาขึ้นต่ออาณัติของพระองค์ก็ขอรู้ฝีมือกันก่อน พระนเรศตกลงให้เข้ามาพร้อมกันทั้งคู่ และใช้อาวุธที่ถนัดได้เลย (ทวนกับดาบ) ส่วนพระองค์จะขอใช้ธงสู้กับสองคนนั้น...
ภาพในหนังออกมาเท่ห์ดี คิวบู๊ก็ OK เลย แต่หากมองให้ลึกถึงความปราณีตใส่ใจในการวางบท มิเท่ากับพระนเรศประมาทฝีมือคนไม่เคยรู้จักกันหรือ? ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตายนะ แล้วเมื่อพระนเรศเป็นผู้ชนะ มิยิ่งหมายความว่า ชาวสยามนั้นแค่ใช้ธงก็ปราบได้ วิชายุทธชาวสยามอ่อนด้อยกว่าของมอญของพม่า? เกิดตา 2 คนนั่นเก่งจริง พระนเรศมิกู้ชาติไม่สำเร็จรึ? หรือมั่นใจว่าถิ่นเราพวกเรานั่งสลอน คงไม่ปล่อยให้ตายง่าย ๆ ? แต่ถ้าไม่คิดลึก ฉากนี้ก็เป็นฉากน่ารักดีฉากหนึ่งในภาค 2 เพราะฉากต่อ ๆ ไปมัน...เอ่อ อ่านต่อเถอะ
บุเรงนองสิ้นพระชนม์ พระนเรศจึงเข้าไปหาพระบิดา พระมหาธรรมราชา ซึ่งตอนนี้เป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ได้พบกันอีกครั้งกับพระองค์ขาว (พระเอกาทศรถ) ด้วยความดีใจ หลังจากคุกเข่าคำนับพระเชษฐาแล้ว พระพี่น้องสองพระองค์ก็เข้ากอดกัน...
ฉากกอดกันเวลาพบกันด้วยความดีใจนี้ คนไทยไม่ทำกันหรอกนะคะ มันไม่ใช่วัฒนธรรมค่ะ ไม่งั้นเราจะทักทายกันด้วยการไหว้ (ซึ่งอยู่ห่างกว่าการกอด) หรือคะ คนสมัยก่อนห่วงเรื่องเอาของ (คุณไสย) มาป้ายอยู่มากค่ะ ถึงจะออกตัวว่าดีใจสุดซึ้งจนโผกอดกัน แต่ผู้ชายก็ไม่ทำกันหรอกค่ะ สังเกตดูปัจจุบันก็ได้ว่าคุณผู้ชายสักกี่คนกันที่โผเข้ากอดเพื่อนทันทีที่พบกัน ถ้าจะมีใครทำก็คงจะเป็นผู้หญิงกอดกันมั้ง (เพราะคงไม่แหยงกันเหมือนเพื่อน ๆ ผู้ชายด้วยกัน) แล้วก็หญิงกับชายกอดกัน แต่ก็จะถูกสังคม (รวมทั้งระเบียบรัตน์และลัดดา) มองเหมือนไม่ใช่ผู้ใช่คนเลยทีเดียว
อ้อ...ในระหว่างที่ทหารพระนเรศเคลื่อนพลจากพิษณุโลกมาอยุธยาตามทางเดินคล้าย ๆ ถนนในเมือง ม้าที่ขี่ก็เหยียบลงบนกระจาดคนขายของ...
คือ...มันยังไง ๆ อยู่นา ทหารเป็นกองร้อยผ่านมา ป้าแกยังจะมานั่งขายอยู่ได้คนเดียว ไม่หลีกออกไปห่าง ๆ เป็นไทยมุง (แกคงคาดว่าทหารจะแตกแถวเข้ามาซื้อกระมัง?) แล้วม้าก็เหยียบลงมาเลยเนี่ยนะ แถมทำเหมือนไม่มีอะไร ไม่รู้ว่าเหยียบด้วยซ้ำมั้ง (ไม่สนมากกว่า) ชาวสยามด้วยกันแท้ ๆ เห็น ๆ อยู่ ยกเว้นจะไม่มีตา ยังทำได้ ไร้ความเมตตาแบบนี้เนี่ยนะ เขียนบทก็ควรระวังอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะเป็นหอกกลับมาแทงตัวบ้างสิ จากลักษณะนี้เคยเห็นมีแต่พวกโกงทำ ไม่เคยเห็นพระเอกทำ เอ๊ะ หรือว่าพระนเรศเป็น...
พระมหาธรรมราชาจะให้พระนเรศมาช่วยว่าราชการ เพราะตนต้องไปงานศพบุเรงนอง แต่พระนเรศขอไปแทน ด้วยเป็นห่วงความปลอดภัยของพ่อผู้เป็นกษัตริย์อยุธยา และบอกว่าบุเรงนองก็เหมือนพ่อคนที่สอง ต้องไปร่วมพิธีศพเหมือนกัน
(หลังจากนี้ให้สังเกตว่าพระนเรศมีความผูกพันใส่ใจกับทางบุเรงนอง ผู้พาพระองค์ไปอยู่หงสาวดีในฐานะเชลยมากกว่าทหารที่อุทิศตนรบเพื่อพระองค์มากนัก...ดูต่อไป)
ฟังดูพระนเรศก็กตัญญูดีอยู่หรอก กะพม่าเนี่ยดีเชียว แต่กับคนไทยเหยียบกระจาดเขาเฉยโดยไม่ใส่ใจ
การเว้นช่องทางเดินในสถานที่เข้าเฝ้าแคบอีกแล้ว สถานที่ก็ทึบทึมจนไม่น่าเรียกท้องพระโรง ดูมันช่างโทรมนังกุฏฐังจริง ๆ อะไรที่เกี่ยวกับทางไทยเนี่ย -_- พวกเสนาที่มาเฝ้ามีพานหมากยศวางอยู่ แปลว่าเข้าเฝ้าเป็นทางการ พระเอกาทศรถมาเฝ้าพระนเรศ ต้องเดินผ่านขุนนางที่นั่งเรียงรายสองข้างทาง เว้นช่องให้เดินราว 1 เมตร ถ้าพระเอกาฯซุ่มซ่ามหน่อยมีหวังเตะพานหมากกระเด็นแน่ (อย่าประมาทคนซุ่มซ่ามนะเออ) ถึงตอนนั้นจะเป็นเมืองขึ้นพม่า ก็ไม่น่าจะซอมซ่อขนาดนี้
อ้อ~ ลืมไป...ขนาดในสุริโยไท กรุงยังไม่แตกเลย พระสุริโยไทซึ่งเป็นราชนิกุลชั้นสูง (มเหสีพระมหาอุปราชเธียรราชา) ยังเอาทับทรวงไปจำนำจีนไก่เลย...แปลว่าท่านมุ้ยต้องการจะสื่อให้เห็นว่า อยุธยายอบแยบอยู่ยั้งยืนยงมาเป็น 10-20 ปีไม่มีเปลี่ยน อนาถนัก ของทางพม่าทำซะสวย ก็เข้าใจอะนะว่าเขาเป็นผู้ชนะสิบทิศ คงได้บรรณาการมหาศาล จะตกแต่งยังไงก็ได้ แต่ของทางเราไม่เหมือน...ถูกเอาไปจนเหลือแค่นี้...แต่เหมือนไม่ตั้งใจทำเท่าไรมากกว่า ฉากทางพม่าใช้ถ่ายทำมากกว่าทางเราก็จริง แต่ฉากอยุธยาก็เป็นเกียรติเป็นศรีของทางเราเหมือนกัน จะละเลยไม่ได้ เห็นท้องพระโรงไทยในภาค 1 ตั้งแต่กรุงยังไม่เสียให้พม่าแล้วไม่เข้าใจว่าพม่าอยากได้เราไปทำไม๊~ จนออกปานนั้น (ถ้าไม่นับเรื่องดินแดนและชัยภูมิ + ความสำคัญของเมืองท่าทางทะเลตะวันออกน่ะนะ) ขนาดในราชสำนักนะนั่น...พระเอกามาขอไป on tour พม่าด้วยคน
ตัดภาพไปทางหงสา มณีจันทร์ซึ่งตอนนี้โตเป็นสาว หน้าเหมือนโสรยาในจำเลยรักยังกับแกะ (^-^) วิ่งสวนทางผู้คนในลานหน้าเมืองหงสาวดี (ไอ้ที่มีสิงห์คู่นั่นแหละ ฉากหากินของเรื่องทั้ง 2 ภาค ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ดูเหมือนต้องอุตสาหะมาเกิดตรงนี้ให้ได้...ต้องเข้าใจว่าฉากมันแพง ต้องใช้ให้คุ้ม ^-^) นึกภาพ สาวแต่งตัวแบบนางในพม่า วิ่งผ่านชาวบ้านในชุดทึม ๆ ยิ้มแย้มแป้นแล้นมาแต่ไกล...นี่ขนาดส่งไปให้พระสุพรรณกัลยาอบรมแล้วนะนั่น
มาเจอกับนางใน (แก่...) ซึ่งห่มสไบเฉียงแบบไทยแท้ถามว่าจะรีบไปไหน ยัยมณีจันทร์พูดทั้งยิ้มเต็มหน้าแบบดีใจปลาบปลื้มสุด ๆ ว่า พระนเรศจะเสด็จหงสา...นี่ระหว่างงานศพบุเรงนอง ซึ่งเป็นกษัตริย์นะนั่น ชาวบ้านชาววังไม่มีใครใส่ชุดไว้ทุกข์เลย ปกติทุกอย่าง แถมมณีจันทร์ยังยิ้มแย้มวิ่งเหมือนสุขใจเต็มประดา ทำอย่างนี้ในความจริงอาจถูกคว่ำหลังเฆี่ยน แถมความจริงบุเรงนองยังเป็นพ่อแท้ ๆ ของเธออีกด้วย (ถึงเธอจะไม่รู้ก็เถอะ) มณีจันทร์ว่าจะรีบไปเข้าเฝ้าพระนเรศที่วัด
ฉากตัดไปที่พระนเรศกำลังกวาดลานวัดอยู่ ใบไม้มากมายราวกับตั้งแต่พระนเรศจากไปตอนเด็ก ๆ ก็ไม่เคยมีใครกวาดลานวัดอีกเลย -_-" ...ช่างไม่รู้การควรไม่ควรเล้ย~ ตอนนี้ตัวเองเป็นตัวแทนอยุธยานาเฟ้ย! สงสัยคนเขียนบทต้องการให้พระนเรศมีภาพลักษณ์ติดดิน ใกล้ชิดเด็กวัด ประชาชน และใกล้ชิดมณีจันทร์ด้วย เพราะเมื่อมณีจันทร์วิ่งกระหืดกระหอบมาถึง ทักกัน 2-3 คำ แล้ว พระนเรศก็พูดว่า "แต่อย่าพูดถึงเรื่องนั้นเลย...ขอให้ข้าได้กอดเจ้าสักครั้งเถอะ" แล้วก็เดินกางแขนเข้ามา ยัยมณีจันทร์ก็โผเข้ากอดท่ามกลางเด็กวัด พระ เณร และไอ้บุญทิ้ง เหวอ!?!
ไม่รู้ควรไม่ควรเล้ย~ จะดีใจแค่ไหน แต่
1. มณีจันทร์เป็นผู้หญิง
2. เป็นสาวแล้ว
3. มีคนตั้งแยะ
4. เป็นในวัดอีกตะหาก
ภาค 2 นี้มักมีฉากกะทำซึ้งประเภทกอดกันท่ามกลางสาธารณชนอยู่บ่อย ๆ ราวกับมีเพียง 2 คนในโลก แถมชาวบ้านชาวช่องที่รายล้อม หรือบางทีแทบจะชนกันก็ทำราวกับไอ้เจ้า 2 คนที่กอดกันกลมอยู่นี่เป็นอากาศธาตุ มองไม่เห็น ต่อให้ชนโครมเข้าให้ ก็คงคิดว่าชนเสามั้ง -_-" ต่อให้สมัยนี้เขาก็ไม่กอดกันง่าย ๆ เท่าไรหรอก สมัยก่อนออกจะเคร่งครัดกว่าเยอะ ยัยมณีจันทร์ยังทำแบบนี้ในวัดได้ ก็ไม่รู้จะเรียกว่าเธอเป็นผู้หญิงแบบไหนดี...จะว่าก๋ากั่นก็เป็นในเชิงแก่แดดแก่ลม หญิงชายรัก ๆ ใคร่ ๆ ขนาดออกจากวัดไปอยู่วังใน ยังเป็นได้ขนาดนี้ ไม่เข้าใจว่าวางบทกันแบบไหน ดูมันพิกล ๆ อยู่ แล้วพระมหาเถรคันฉ่องก็มายุติฉากนี้ด้วยการพูดคล้าย ๆ เราว่า ...นี่ในวัดนะเฟ้ย...ทำนองนี้...
ตอนเผาบุเรงนองก็มีการใส่หน้ากากทองให้ศพเหมือนกัน (จริง ๆ ของคนธรรมดาก็มีหน้ากากเป็นขี้ผึ้ง แต่เขาไม่วางแปะทันทีที่ตายหรอก) หน้ากากบุเรงนองมีหนวดแบบที่บุเรงนองมีด้วยละ ^-^'' ดูเหมือนพยายามให้เหมือนตัวจริง ของอยุธยาเป็นแค่ทองรูปหน้ากาก โล้น ๆ เจาะตา จบ! (จริงอยู่ว่ากษัตริย์อยุธยาไม่มีหนวดแบบบุเรงนอง แต่...)
เขาเผาบุเรงนองบนเชิงตะกอน เหมือนคราวเผาพระสุริโยไทบนกองฟอน ทำราวกับผีไม่มีญาติ...สมัยนั้นงานถวายพระเพลิงพระบรมศพน่าจะมีแล้วนะ อ่านจากในวรรณคดีเขาก็ทำกันใหญ่โตโอฬาร อ้อ~ ของบุเรงนอง ตอนเผามีช้างศึกกงเต๊กสีขาวตัวบะเอ้กด้วย - -" ...ฝีมือขนาดมองไกล ๆ ยังรู้ว่ากงเต๊กชัด ๆ ท่าจะทำด้วยกระดาษจริง ๆ ...มีช้างอยู่ตัวเดียวเอง ป่านนี้บุเรงนองคงทรงช้างอยู่บนสรวงสวรรค์แล้วกระมัง (^-^)
นันทบุเรงขึ้นครองราชย์ต่อ เมืองประเทศราช 20 แห่งต้องทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาและถวายเครื่องบรรณาการแด่กษัตริย์พระองค์ใหม่ของหงสาวดี เครื่องบรรณาการของอยุธยาเป็นพระพุทธรูปทอง (มั้ง) ขนาดสักฟุตกว่า ๆ ที่สำคัญนะคะ...แอ่นแอ๊น! เป็นพระศิลปะสุโขทัยค่า!
ถ้าคุณไปเดินแถวท่าพระจันทร์ ฝั่งพระบูชา พระที่คุณจะเห็น 70% (ปางมารวิชัยแบบพระพุทธชินราชที่พิษณุโลกนั่นแหละ แต่ไม่มีซุ้มเรือนแก้วรอบพระองค์) จะเป็นพระที่สมเด็จพระนเรศนำมาบรรณาการพม่า คือ สมัยอยุธยานั้นจะมีพระพุทธรูปในอีกลักษณะ เช่น แบบของพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์แบบลัทธิเทวราชา องค์พระจะมีเอกลักษณ์สกุลช่างอยุธยาซึ่งแตกต่างจากสุโขทัย พูดตรง ๆ คือสวยไม่เท่านั่นแหละ (ขนาดอุลตร้าแมนยังมีต้นแบบใบหน้ามาจากพระพักตร์พระพุทธรูปสุโขทัยเลย จริง ๆ นะคะ)
แต่แหม~ บรรณาการชองอยุธยา ถ้าเป็นพระก็น่าจะเป็นพระอยุธยา ถึงพระนเรศจะเป็นคนพิษณุโลกก็เถอะ แต่ก็มาในฐานะตัวแทนอยุธยา ไม่ใช่บรรณาการจากพิษณุโลกนี่ จะว่าอุตส่าห์หาพระแบบสวยที่สุดมาก็ไม่น่าใช่ สมมติว่าเรามีเพื่อนฝรั่งมาเที่ยวเมืองไทย เราเลยเลี้ยงอาหารฝรั่งเศสทุกมื้อ เพราะเชื่อว่าอาหารฝรั่งเศสดีที่สุดในโลกโดยไม่เลี้ยงอาหารไทยเลย ขากลับก็ให้กิโมโนเป็นของที่ระลึกเพราะเชื่อว่าสวยกว่าผ้าขาวม้ากับกางเกงมวยไทย เพื่อนฝรั่งคงกลับประเทศไปแบบงง ๆ ว่าตูไปเที่ยวไหนมาฟะ...อารมณ์ประมาณนี้น่ะ
ปรากฏว่า เมืองคังไม่มาในงาน จึงต้องยกทัพไปปราบกบฏเมืองคัง...แบ่งเป็น 3 ทัพ ของพระมหาอุปราช (มังสามเกียด) ทัพตองอู และทัพพระนเรศ
ตัดภาพไปที่มณีจันทร์กับพระนเรศล่ำลาพรอดรักกันอยู่ริมน้ำ (นางในออกมาพบผู้ชายได้ง่ายจริงนะ) เจรจาเรื่องสงครามสักพักก็เลี้ยวเข้าเรื่องรัก ว่าจะขอยัยมณีจันทร์ไปอยู่พิษณุโลกด้วยกัน หล่อนเอียงอาย (ทีงี้ละอาย จะขอถูกต้องตามประเพณีละเขิน ทีลักลอบมาพบกับผู้ชาย กอดกับผู้ชายในวัดล่ะไม่มีเขินอายเล้ย~) บอกว่าหาได้ไม่ พระพี่นางสุพรรณกัลยาทรงพระครรภ์ ต้องช่วยดูแลรับใช้ พระนเรศก็ว่า สักวันก็จะมารับไปอยู่ด้วย (หนีตามกัน?)
"ข้าเหนื่อยนัก ขอพักสักเพลาเถิด" และ...และ...พระนเรศก็ล้มตัวลงนอนเอาพระเศียรหนุนลงบนตักของมณีจันทร์...บนผ้านุ่งผู้หญิงค่ะ! กรี๊ด! คนสมัยก่อนถือเรื่องนี้มากนะคะ ยิ่งคนเรียนวิชาคาถาอาคม (ซึ่งพระนเรศต้องเรียนแน่) ยิ่งไม่ได้เด็ดขาด วิชาเสื่อมแน่ แค่จับ เขายังว่าจะประสบเคราะห์ (ซวย) เลย นี่ช่างนอนลงไปได้! ที่คุณเขียนบทให้นอนน่ะ พระเศียรพระมหากษัตริย์ผู้กู้ชาติไทยนะคะ ขนาดพี่เลี้ยงนางนม ซึ่งถือเป็นแม่คนที่สอง (โตมาด้วยน้ำนมของแม่นม) เลี้ยงเด็กราชนิกูล ยังต้องปูผ้าแดงรองตักเลยนะคะ ข้อนี้ท่านมุ้ยน่าจะรู้ดีกว่าใคร และระวังมากกว่าใครด้วย หรือจะแก้ว่ามาถือกับอีเรื่องผ้านุ่ง ยังไง ๆ ก็ต้องจับเนื้อต้องตัวใต้นั้นอยู่ดี?
"บรรทมเถิด...บรรทมไปตราบนานเท่านานข้าก็หารังเกียจไม่" โถ ๆ นี่ขนาดโตในวัดและในวัง ยังปล่อยให้พระนเรศหนุนตักได้...ฮือ~
"ข้าอยากหลับอยู่บนตักเจ้าเยี่ยงนี้ตลอดไป"
และแล้ว...ยัยมณีจันทร์ก็จับเป็นเชิงลูบ แต่ไม่ขยับมือ ขยับแค่นิ้ว บนพระเศียรพระนเรศ ตรงขมับ ข้าง ๆ หู ฮือ ๆ ๆ ทั้งกองถ่ายไม่มีใครสนใจเรื่องสมัยก่อนเขาถือหัวเลยใช่ไหม? ถึงจะบอกว่าคู่รักเขาอยู่กัน 2 ต่อ 2 แต่ผู้หญิงก็ควรเคารพพระเศียรบ้าง
ว่าแต่คู่นี้รักกันเมื่อไร? เมื่อตอนเด็ก ๆ ยังเป็นเพื่อนกัน 3 คนรวมบุญทิ้งด้วย เพิ่งเจอกันตอนโตแป๊บเดียว เห็นสวยเห็นหล่อก็รักกันเลยเรอะ? (หรือยายมณีจันทร์อยู่กับพระพี่นางสุพรรณกัลยานานจัด เลยคิดว่า เอาวะ! จับน้องชายพระพี่นางนี่แหละ) แบบ...มันไม่มีพื้นฐาน เหมือนยังไง ๆ ก็ต้องรักกัน ก็ให้รัก ๆ กันตอนนี้ไปเหอะ เลยแฮะ
ทางพม่าระแวงพระนเรศจึงคิดฆ่า คิดว่าพระนเรศจะต้องตายในศึกเมืองคัง ทัพพระมหาอุปราชเข้าตีก่อนแล้วแพ้ ทัพตองอูก็แพ้ พระนเรศวางแผนตัดทางลำเลียงน้ำกินน้ำใช้ของเมืองคังซึ่งมีชัยภูมิอยู่ที่สูงย่อมขาดแคลนน้ำ ระหว่างดูลาดเลา อีตาราชมณูบุญทิ้งเกิดปิ๊งเจ้านางเลอขิ่นทราย เจริญปุระแห่งเมืองคัง มอง ๆ ๆ แสยะยิ้ม ทำหน้าหื่น น่าเกลียดมาก (ทำจริง ๆ นะเออ) เหมือนมนุษย์ยุคหินแบบตีหัวเข้าถ้ำ ดูเป็นทหารพาลสันดานโฉดยังไงก็ไม่รู้ ภาพลักษณ์ราชมณูไม่ได้สุขุมนุ่มนวลแบบพระนเรศ แต่ก็เป็นตัวแทนทหารไทย และเลยดูว่าทหารไทยเลวไปเลย...ถึงคนทำท่าแบบนี้จะมีราชมณูคนเดียว แต่มันเป็นเพื่อนพระนเรศเชียวนะ!
ภาพของเมืองคังก็สวยดี แต่สวยในแบบ CG คือสวย แต่เห็นปุ๊บก็รู้ว่าเป็น CG เพราะแสงมันไม่เนียนกับภาพถ่ายปกติด้วยแหละ แต่ตัดภาพเร็ว ๆ ก็พรางตาไปได้บ้าง
สังเกตอีกอย่าง คำว่าดูเบา ซึ่งคงตั้งใจจะหมายถึง 'ดูถูก' 'ประมาท' ใช้พูดบ่อยมากจนรกหู ตั้ง 7-8 ครั้งได้มั้ง เหมือนคิดว่าเป็นคำเก๋ คำเก่า คงติดใจมาตั้งแต่เขียนบทสุริโยไท น่าจะใช้คำให้หลากหลายกว่านี้...ประมาท ปรามาส ฯลฯ ก็มีให้ใช้ พูดซ้ำ ๆ กันจนออกจะเบื่อ ๆ
ขอติอีกหน่อย ฉากรบตอนกลางคืน เมืองคังซึ่งดูจะเก่งทางธนู ได้ใช้ธนูไฟยิงทัพศัตรูที่อยู่ตรงด้านล่างกำแพงเมืองยกใหญ่ ภาพสวยก็จริง แต่พอนึกถึงความเป็นจริงแล้วมันขุดหลุมฝังตัวเองชัด ๆ รอบ ๆ ก็เป็นป่า กำแพงเมืองก็ไม้ทั้งนั้น เกิดติดไฟไหม้ขึ้นมาก็ได้ครอกทหารกับไพร่บ้านพลเมืองหมดแน่
เลอขิ่น : *ยิงธนูไฟ* สู้มัน! ยิงมัน! เย้! *ทหารยิงธนูไฟเป็นสามารถ* เอ๊ะ ทำไมร้อน ๆ *ก้มมอง* กรี๊ด! ไฟไหม้!
ทัพพม่า : -_-" ดีวุ้ย...ไม่เหนื่อยดีเหมือนกัน...
ระหว่างเจ้านางเลอขิ่นตะลุมบอนชุลมุนรบอยู่ อีตาราชมณูก็เข้ามาสู้ด้วยแบบหมาหยอกไก่ แต๊ะอั๋งต่าง ๆ นานา เช่นกอด พอเข้าประชิดก็ดึงตัวมาจูบ พอเลอขิ่นสะบัดหนีทำท่ารังเกียจก็แสยะยิ้มหื่น ๆ ท่าทางกักขฬะเลวทรามต่ำช้า ดูแล้วแย่...ไม่รู้ว่าทีมงานคิดว่าคนดูจะหวามไหวกับฉากนี้รึไงไม่ทราบ คุณโฆษณาว่าเป็นภาพยนต์เกียรติประวัติชาติ ถึงราชมณูกับเลอขิ่นจะเป็นตัวละครที่สมมติขึ้น แต่ราชมณูก็แบกโลโก้ชาติไทย + เพื่อนพระนเรศ และเป็นคนเดียวกับที่จ้องลวนลามแทะโลมผู้หญิงที่เขาไม่เต็มใจ ขอบอกว่าเอาไปฉายที่ไหน (เทศกาลภาพยนต์ต่างประเทศ) ก็อายเขาไปถึงนั่น ฝรั่งมันยิ่งถือเรื่องขืนใจหรือข่มขืนเป็นเรื่องร้ายแรง คนทำเลวชนิดไม่ใช่ลูกผู้ชาย...เผลอ ๆ จะไม่ใช่คนเอาด้วยซ้ำ ไม่เหมือนคนไทยที่มองเป็นน้ำจิ้ม เป็นผงชูรส ละครเรื่องไหนมีการข่มขืนนางเอกรู้สึกเรตติ้งจะดีกว่าเรื่องที่พระเอกเป็นสุภาพบุรุษเยอะ จะว่าจริงจังไปก็ยอมละ เพราะเราหวงเกียรติชาติไทย ไม่อยากให้ใครมันมาว่าเอาได้ เราพูดบอกกันเองในชาติ ดีกว่าให้ต่างชาติมาด่า เนื้อความลามกระจายไปถึงไหน ๆ แค่นี้ ฝรั่งมันก็เห็นว่าคนเอเชียป่าเถื่อนด้อยพัฒนาอยู่แล้วพอแรง...
เจ้าเมืองคังยอมแพ้ ตาราชมณูเลยหยุดมือ ซึ่งถ้าเจ้าเมืองคังไม่ออกมาขัดจังหวะ ยัยเลอขิ่นจะถูดหยามหมิ่นไปถึงไหนก็ไม่ทราบได้ ฉากตัดมาที่ภาพกองคาราวานขนเชลยกลับหงสาวดี ทหารและเจ้านางถูกจับใส่ขื่อคาที่ทำจากไม้ไผ่ผูกเชือก เดินเท้าไป ข้างกรงขังเจ้าเมืองคังที่อยู่บนเกวียน เจ้าเมืองคังสยายผมกระเซอะกระเซิง หิวน้ำ ยัยเลอขิ่นร้องขอน้ำให้พ่อดื่ม แต่ทหารไม่สนใจสักคน (หวงน้ำเป็นมานท้องโต!) นี่ทหารไทยเลวขนาดนี้เชียว?
ตาราชมณูมาดูยัยเลอขิ่นโวยวาย แล้วก็ให้น้ำดื่ม เจ้าเมืองคังดื่มน้ำดูไม่เป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเล้ย~ กินหกครึ่งทิ้งครึ่ง และเป็นแบบนี้ทุกครั้งเวลามีฉากดื่มน้ำ นึกภาพหนังจีนเวลายกไหเหล้าดื่มนะ แต่นี่เป็นถุงหนังไม่ใช่ไห หกออกมาแทบจะอาบได้
หนุ่มสาวต่อปากต่อคำกัน ท่าสะบัดหน้างอนของเจ้านางเลอขิ่นเป็นท่าแบบ...สะบัดหน้าพรืด เหมือนงอนให้แฟนง้อ เห็นได้ตามละครหลังข่าวทั่วไป ไม่ใช่ท่าแบบคนเกลียดขี้หน้ากันพูดกัน ราชมณูว่าไม่ได้จะจับเป็นเชลยนะ เจ้านางเลยว่า แล้วจับมัดใส่ขื่อคาไว้ทำไม ราชมณูเลยใช้ดาบฟันขื่อคาเลอขิ่นออกรวดเร็ว รุนแรงชนิดถ้าพลาด ยัยเลอขิ่นสิ้นชีพแน่...คนรักกันชอบกันเขาทำแบบนี้เหรอ? แล้วรั้งตัวยัยเลอขิ่นขึ้นนั่งม้าตัวเดียวกัน ด้านหน้าตน (กอดไว้) จากนั้นก็กอดรัด จูบแก้ม ไซร้คอ เลอขิ่นทำท่าไม่เต็มใจและขยะแขยง
...ทุเรศอีกแล้วอะ...ถ้าคิดว่าฉากความเลวทรามกักขฬะของทหารไทยจะทำให้หนังเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรดีขึ้น สนุกขึ้น สมพระเกียรติขึ้น ก็ OK ทำเถอะ ทำเล้ย~
ตอนเสร็จศึกเมืองคังนี้ มีสิ่งน่าชมอยู่อย่างหนึ่ง คือฉากพระนเรศทรงระนาด ภาพตัดไปไหน ๆ โดยมีเสียงระนาดเป็น BGM ดังอยู่ ขอบอกว่าดีค่ะ ทำให้ใจสงบ (หลังจากดูฉากอีตาราชมณู) และเข้ากันดีกับหนังของเรื่องชนชาติในสุวรรณภูมิ ฟังเนียนสนิทไปกับหนัง ไม่ค่อยรู้สึกแปลกปลอมแบบ BGM เพลงฝรั่ง แต่ถึงกระนั้นก็มีเรื่องให้ติจนได้
คือในระหว่างที่พระนเรศทรงระนาดอย่างสุดแสนสุนทรีย์อยู่นั้น อีตาพระไชยบุรี (ละมั้งนะ) ซึ่งได้แผลจากสนามรบถึงกับเสียลูกตาข้างหนึ่ง ต้องผ่าตาออกด้วยเหล็กเผาไฟ กรีดร้องโหยหวน ค่ายก็กว๊าง~กว้าง แต่ก็มาผ่าอยู่ตรงหน้าปะรำที่ทรงระนาด ห่างสัก 10 เมตรได้ พระนเรศแค่ชะงักพระหัตถ์ มองนิดหนึ่ง แล้วทรงต่อ เหมือนตานั่นแค่ถูกแมลงสาบบินชน แล้วเลยแหกปากร้องขึ้น ไม่ใช่ข้าราชบริพารที่ถวายการรับใช้จนเสียดวงตาไปข้างหนึ่ง กำลังได้รับการรักษาอันแสนจะเจ็บปวดอยู่ตรงหน้า...ดูช่างไม่ใส่พระทัยเอาเลย (อาจจะรำคาญด้วยซ้ำมั้ง) แล้วก็ทรงระนาดต่อ...เขียนบทกันยังไงนี่? มันดูจะแปลว่า พระนเรศไม่มีความสนพระทัยในทุกข์สุขของสหายศึกเลย...ประมาณ...เอ็งมาให้ใช้เองนี่...ข้าก็ใช้น่ะสิ...เลยล่ะ เนี่ยนะ นายทัพที่ทหารไทยพลีชีพให้ได้? ขอบอกว่าตรงนี้แย่มาก ถึงดูไปแล้วช่วยอะไรไม่ได้ในเรื่องการรักษา แต่ก็ช่วยได้ในเชิงกำลังใจ ว่านายไม่ทิ้งเราในยามลำบาก แต่นี่ไม่มีกะใจ (และน้ำใจ) เลย
ระหว่างพาคนเจ็บไปพัก ราชมณูก็ขี่ม้าผ่านปะรำที่ทรงระนาดพอดี พระนเรศตะโกนเรียกดังลั่น "ไอ้ทิ้ง!" มันสะดุ้ง หยุดม้า และ...ไม่ใช่ลงจากม้ามารับพระบัญชาอย่างที่ควรทำค่ะ มันยืนม้าอยู่หน้าปะรำ ทั้งที่พระนเรศนั่งบนแคร่เตี้ย ๆ ทรงระนาดอยู่...ครือ...ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว แค่ยืนค้ำหัวก็แย่แล้ว นี่ขี่ม้าค้ำเลย หนังจีนยังจะทำได้สมจริงกว่า ไม่ต้องเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเรียกหรอก แค่นายท่านหรือฮูหยินเรียก...ยังต้องลงจากม้า มาคุกเข่ารับคำสั่งเลย ถึงจะบอกว่าเป็นเพื่อนกัน แต่นี่ก็อยู่กลางธารกำนัล ทหารเต็มค่าย หลู่พระเกัยรติเสียการปกครอง เพื่อนกันนั่นแหละยิ่งต้องเคารพเกียรติของเพื่อนก่อนใคร ท่านมุ้ยน่าจะรู้มารยาทในข้อนี้ดี
พระนเรศให้บุญทิ้งไปดูเชลยเมืองคัง เพราะรู้ว่าเพื่อนชอบเลอขิ่น...ก็มาดู แล้วเอาเนื้อย่าง เอาน้ำไปให้เจ้าเมืองคังกับเลอขิ่น เธอจะไม่ยอมรับ ราชมณูก็ฉุดกระชากไปด้วยกัน อีตาพ่อเห็นลูกสาวถูกฉุดยังกินต่อไป มองเฉย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผิดวิสัยพ่อ ถึงไม่สามารถทำอะไรได้ ก็น่าจะมีท่าทีห่วงใยหรืออัปยศ เพราะข้าแผ่นดินก็นั่งอยู่แถวนั้นทั้งนั้น เมื่อเห็นเจ้านางถูกฉุดไปยังดูวิตกทุกข์ร้อนกว่าตาพ่ออีก หรือตาพ่อคิดว่าถ้าได้กับราชมณูก็ดี ตัวเองจะได้สบายด้วย? (คิดว่าเขาจะชุบเลี้ยงด้วยเนอะ?)
ระหว่างที่กินอาหารอยู่ เลอขิ่นก็กอบทรายขว้างใส่แล้วขโมยม้าขี่หนี ราชมณูขี่ม้าไล่ตาม สังเกตฉากตอนนี้เหมือน (คล้าย) ฉากภูติม้าดำขี่ม้าไล่ตามอาร์เวนกับโฟรโดที่ฟอร์ดบรุยเนนใน The Lord of the Rings เลย อารมณ์กับวิวทิวทัศน์เชิงเดียวกัน ภาพฉากหลังแต่ง CG เยอะมาก เลยดูสวยแนว ๆ LOTR
ราชมณูจับเลอขิ่นได้ ตกน้ำตกท่ากอดปล้ำกันไป...ราชมณูได้กำไรตามเคย กอดจูบเต็มที่ ยัยเลอขิ่นทำท่าเคลิ้ม (หรือเคลิ้มจริง ๆ ไม่รู้) แล้วเอาหินทุบหัวราชมณูจนสลบ แต่ก็ไม่หนีค่ะ นั่งเฝ้าจนเขาฟื้น...แหม~ เป็นเรานะ จะเอาไอ้หินก้อนนั้นทุบกระโหลกมันให้สมองไหลเลย...พอราชมณูฟื้นก็ซาบซึ้งใหญ่ที่เลอขิ่นไม่หนีไป แล้วก็เลยได้-เสียกัน...กว่าจะกลับมาที่ค่ายก็มืดตึ๊ดตื๋อ บ่าวไพร่กับตาพ่อก็มอง...ก็คงรู้กันหมดค่ายแล้วว่าราชมณูย่อมข่มเหงเชิงเช่นผู้เป็นนายไปแล้ว ตาพ่อก็ยังไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ เช่นเคย
เมื่อถึงหงสาวดี นันทบุเรงตัดสินให้เผาเจ้าเมืองคังและราชวงศ์ทั้งเป็น (รวมเลอขิ่นด้วย) ส่วนอีตาบุญทิ้ง สามีหมาด ๆ ของเจ้านางเลอขิ่นได้แต่มอง ดูเหมือนไม่ใช่ทำอะไรไม่ได้ แต่ไม่ทำมากกว่าละมั้ง พระนเรศขอชีวิตไว้ เลยโดนแค่ขังคุกใต้ดินนอกเมือง
พระนเรศกลับไปอยุธยา ปลอมตัวเป็นชาวบ้านเที่ยวชมชีวิตชาวเมือง ระหว่างทาง ฝนตกหนัก จึงขอเข้าไปอาศัยเรือนหญิงชราชาวบ้าน เธอตาบอดเพราะโดนปืนไฟพม่า และเป็นทุกข์ที่ลูกผัวต้องไปทำศึกกับพระนเรศ เธอเล่าโดยไม่รู้ว่าที่คุยอยู่ด้วยนั้นแหละคือพระนเรศ เล่าถึงทุกข์ยากอันเกิดจากสงคราม แล้วตบท้ายว่า นี่องค์ดำจะรู้ไหมนะว่าชาวบ้านตกทุกข์ได้ยากเพราะพระองค์ไม่เคยหยุดเล่นศึกเกินขวบปี องค์ดำทำพระพักตร์เหมือนสำนึกผิด... -ตัด-
ฉากนี้ต้องการสื่ออะไรนอกจากทุกข์ชาวบ้าน? หรือมีปัญหากับการที่พระนเรศกู้ชาติทำศึกกับพม่า? ในเรื่อง อยุธยาเป็นเมืองขึ้นพม่า ถ้าเขาใช้ให้ทำศึกก็ต้องทำ ต้องโทษพม่า ไม่ใช่องค์ดำ ประชาชนรากหญ้าแค่ไหนก็ต้องรู้ (นอกจากจะไม่รู้ตัวว่าเสียกรุงให้พม่าไปแล้ว) นี่ดูจะสื่อว่ายายคนนี้เข้าใจว่าพระนเรศยกทัพไปตีที่โน่นที่นี่ด้วยความต้องการของพระองค์เอง แถมพระนเรศยังทำหน้าสำนึกผิดอีก? คิดในทางดี อาจเป็นการสำนึกผิดว่า ไม่ว่าอย่างไร พระองค์ก็จัดว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของทุกข์ชาวบ้านกระมังนะ
พระเจ้าอังวะแข็งเมือง พระนเรศถูกเกณฑ์มาช่วย แต่ใคร ๆ ก็สงสัยว่าจะเป็นแผนลวงให้พระนเรศอยู่ในอันตราย (แผนกำจัดองค์ดำ) ระหว่างเดินทัพก็ไปพักที่เมืองแครง แวะพักวัดที่เป็นอารามเดิมของพระมหาเถรคันฉ่องก่อนไปอยู่หงสา พระมหาเถรกลับมาจำพรรษาที่เมืองแครง (ในหนังใช้คำว่าจำวัด...จำวัดน่ะ แปลว่านอน -_-" จำพรรษา แปลว่ามาอยู่ที่นั้น ๆ ตลอดพรรษา) ศิษย์ - อาจารย์ จึงได้พบกันอีกครั้ง
ปรากฏว่า ทางหงสาวางแผนกำจัดพระนเรศจริง ๆ โดยใช้พระยาเธียรพระยาราม ชาวมอญมาลวงฆ่า ถ้าไม่สำเร็จจะได้โทษว่าเป็นแผนของทางมอญ สองพระยาโตมากับพระนเรศ (แต่หน้ากร้านชีวิต แซงหน้าพระนเรศไปเยอะ) ก็ไม่อยากทำ จึงเอาเรื่องไปปรึกษาพระมหาเถร ความจึงแตก พระนเรศเลยทำพิธีประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง และได้สร้อยท้ายพระนามว่าพระนเรศวร (ในหนัง พอประกาศอิสรภาพเสร็จ อีตาบุญทิ้งก็ลุกขึ้นตะโกน 'พระนเรศวร' คนอื่น ๆ ก็ตะโกนรับกัน -_-)
ในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพนั้น พระนเรศเกณฑ์เชลยชาวไทย ชาวมอญ มาเป็นทหาร ขนรี้พลจะไปยังสยาม ระหว่างไปเกณฑ์เชลย ราชมณูก็ไปช่วยพวกเมืองคังที่ถูกขังอยู่ในคุกใต้ดิน พอเจอหน้ายัยเลอขิ่น ก็โผเข้ากอดกันท่ามกลางข้าราชบริพารเจ้านางเลอขิ่นที่เดินกันขวักไขว่ไปมารอบกาย...ทำเหมือนมีกันอยู่ 2 คนในโลก
"ข้ารู้ว่าพี่ต้องมาช่วยข้า" เลอขิ่นกล่าว
...เรียกพี่เลยเรอะ? เธออาจคิดไปเองว่าเขาจะรับเลี้ยงเป็นเมีย เกิดเขาฟันแล้วทิ้งล่ะ?
แล้วก็จูบกัน ท่ามกลางสาธารณชน...สมัยก่อน เขาไม่จูบปากกันหรอก ไอ้คำว่าจูบสมัยนั้น ก็คือการหอมแก้มกันในสมัยนี้นั่นเอง...รู้สึกฉากแสดงความรักในเรื่องนี้สากลปัจจุบันไปหน่อย เดี๋ยวกอด เดี๋ยวจูบปากพัลวัน
การจะกลับสยามนั้น ต้องทำสะพานข้ามแม่น้ำสะโตง ซึ่งพระนเรศวรคุมไพร่พลด้านนี้ ส่วนราชมณูระวังหลังอยู่ที่ช่องเขาคอยถ่วงเวลาพม่า เชลยเมืองคังก็แยกย้ายกลับเมือง เจ้านางเลอขิ่นใจลอยไปตลอดทาง พระบิดาเลยอนุญาตให้ทำตามใจปรารถนา (คือกลับไปหาอีตาราชมณู) ช่างเป็นพ่อที่ใจกว้างอะไรอย่างนี้! ที่เขาว่ากระเหรี่ยงไม่หวงลูกสาว สงสัยจะจริง...ยัยเลอขิ่นก็ช่างทิ้งพ่อไปได้เหมือนกัน
ตอนไปช่วยเกณฑ์ไพร่พลเชลยในหงสา ตาราชมณูปลอมตัวเป็นคนโรคเรื้อนมาขวางเสลี่ยงแม่นางมณีจันทร์เพื่อบอกสัญญาณนัดพบที่วัดโยเดีย...เป็นแค่นางสนองพระโอษฐ์ แต่นั่งเกี้ยวด้วยว่ะ เกี้ยวนะ ไม่ใช่รถเจ๊ก จะได้หาขึ้นกันง่าย ๆ ต้องมียศศักดิ์สูงพอดูถึงจะได้นั่งเกี้ยวนั่งวอ แต่หนังท่านมุ้ย (ตั้งแต่สุริโยไท) ดูเหมือนเกี้ยวนี่ใคร ๆ ก็นั่งได้เลย ยัยมณีจันทร์ (สมมติว่า) ได้เกียรติขนาดนั้น ยังทำตัวไม่สมกับที่ได้รับเกียรติเลย เช่น วิ่งแป้นแล้นในเขตพระราชฐานทั้งที่กษัตริย์เพิ่งสวรรคต, ไปพบกับผู้ชาย พลอดรักกันริมแม่น้ำ 2 ต่อ 2 และปลอมตัวลักลอบออกจากวังไปวัดโยเดียกลางค่ำกลางคืน (ถูกฉุดไม่รู้ด้วย บุญทิ้งมันยิ่งหื่น ๆ อยู่ -_-")
ก็มาพบกับพระนเรศวร ซึ่งให้ไปชวนพระพี่นางสุพรรณกัลยาหนีกลับสยามด้วยกัน แต่พระพี่นางไม่ยอมหนีไปด้วยเพราะลูกยังอ่อน จะเป็นตัวถ่วงทัพพระนเรศวร จะหนีไปโดยทิ้งลูกไว้ก็ไม่ได้ เลยไม่ไป ให้มณีจันทร์ไปกับพระนเศวรคนเดียวเถิด พอมณีจันทร์นำความไปบอก พระนเรศวรก็จาบจ้วงพี่ตัวเองอีกครั้ง (ครั้งแรกท้ายภาค 1) ว่าไม่นึกเลยว่าพระพี่นางจะรักผัวยิ่งกว่าญาติ...ให้พระนเรศพูดแบบนี้เลยเนี่ยนะ...องค์ดำดูแย่ไปเลยอะ เวลาก็ผ่านไปจนโตขนาดนี้ น่าจะเข้าอกเข้าใจอะไรที่ไม่เข้าใจในวัยเด็กแล้วนะ ว่าทำไมบุเรงนองถึงไม่ยกทัพตามไปตีพิษณุโลกที่พระองค์หนีไปอยู่ พระนเรศวรเสียคะแนนไปจมหู
สังเกตอีกอย่างได้อีกนิด คือนักแสดงพูดบทกันแปลก ๆ เช่น "ข้ารับโองการพ่ออยู่หัวบุเรงนองมานานหลายเพลา/ มาบัดนี้กลับคิดทุรยศข้าเยี่ยงนี้ได้" ท่อนแรก จะพูดด้วยน้ำเสียงเรื่อย ๆ ปกติ แต่ท่อนหลังจะพูดใส่อารมณ์สุด ๆ เหมือนจะฆ่าคนได้เลย มันไม่เนียนอะ เป็นแบบนี้หลายคนด้วยนะ ทั้งพระนเรศวร พระสุพรรณกัลยา บุเรงนอง พระเทพกษัตรีย์ พระมหาธรรมราชา ฯลฯ ซึ่งแปลว่า ไม่ใช่เพราะนักแสดงบกพร่องด้านอารมณ์ แต่น่าจะเป็นเพราะผู้กำกับต้องการแบบนี้
ในตอนเกณฑ์พลกลับสยาม มีคนไทยที่ได้เป็นพม่าแล้วไม่ยอมไป (ตาคนนี้เคยมีเรื่องกันพระนเรศและบุญทิ้งเมื่อเด็ก ๆ) พระนเรศวรเลยให้ริบทรัพย์ กวาดต้อนลูกเมียไปเป็นทาส แล้วเผาเรือน (แต่ก็ OK ที่ตอนหลังปล่อยตัวไป...แต่ริบทรัพย์เผาเรือนไปแล้วนะคะ) นี่ขนาดเป็นคนไทยด้วยกันนะ ถึงจะเอาใจออกห่างไปเข้าข้างหงสาเต็มตัวก็เถอะ (จริง ๆ ก็ไม่ต่างกับพ่อพระนเรศตามบทในเรื่อง!) รู้สึกหลาย ๆ อย่างในเรื่องนี้จะเขียนให้พระนเรศวรไม่เมตตาคนสยามเท่าไร หวังว่าคงไม่ใช่เพราะอยู่หงสามานานจนคิดว่าตนเป็นชาวหงสาแล้วหรอกนะ เพียงแต่ถูกทรยศเลยต้องประกาศอิสรภาพ...บทมันเขียนให้คิดไปแบบนี้ได้เหมือนกันนา...
ทางพม่าให้พวกนักล่าหัวมนุษย์เผ่านาคามาสู้กับทัพพระนเรศแบบลอบฆ่า แต่มาพบพวกเลอขิ่นที่กำลังเดินทางไปหาราชมณูพอดี เลยสู้กัน พี่เลี้ยงเลอขิ่นปกป้องเจ้านางจนถูกยิง เลยต้องเร่งเดินทาง เมื่อพบกัน ราชมณูก็ถามประมาณ เจ้ามาที่นี่ทำไม (สงสัยกะฟันแล้วทิ้งจริง ๆ) "ที่นี่มีแต่พญามัจจุราชรอเจ้าอยู่"
เลอขิ่น "ท่านไม่รู้เลยเชียวฤๅ ว่าเหตุใดข้าจึงเสี่ยงตายมาพบท่าน...ถามใจท่านเองเถอะ" แล้วก็เลยกอดกันท่ามกลางเหล่าทหารเหมือนโลกนี้มีเพียงเราสองอีกครั้ง...เฮ้อ~
พอมาตอนนี้ถึงรู้แล้วแหละว่าทำไมถึงรู้สึกคุ้น ๆ กับเลอขิ่น ก็ชุดเธอกับธนู ดูราวกับภาพในโปสเตอร์หนังเรื่องคิง อาเธอร์เลย ยิ่งมีพระนเรศวรกับราชมณูมาประกอบ ยิ่งเหมือนคิงอาเธอร์ เซอร์ลานซล็อต และควีนกิเนเวียร์...
ระหว่างเตรียมทำสะพานข้ามแม่น้ำสะโตง ทหารไทยพบว่ามีคน 5-6 คนมาเลียบ ๆ เคียง ๆ ค่าย เฝ้าแอบดู จึงจับตัวมา อีตาใต้เท้าเจ้าเมืองเมื่อต้นเรื่องที่มาสวามิภักดิ์พระนเรศโกรธมาก สั่งให้กุดหัวแล้วเอาไปแขวนคอประจาน อีตาใต้เท้าคู่หูอีกคนที่มาด้วยกันเมื่อต้นเรื่อง (ซึ่งตอนนี้ตาบอดแล้วข้างหนึ่ง) เดินหัวเราะมาบอกว่า กุดหัวไปแล้วจะเอาคอที่ไหนไปแขวน สั่งแขวนคอแต่แรกก็หมดเรื่อง
บรรยากาศตอนนี้เปี่ยมไปด้วยไมตรีจิตและมิตรภาพ บวกกับเสียงหัวเราะราวกับกำลังพูดเรื่องสนุกสุนทรีย์ ทำให้คิดไปได้ว่าทหารไทยโหดเหี้ยมเลวทรามไร้น้ำใจสิ้นดี พอชักรอกขึ้นไปแขวนคอก็ดิ้นกระแด่ว ๆ สิ้นใจไปต่อหน้าต่อตา ประชาชนทั้งนั้นที่เดินไปเดินมาก็ไม่มีใครสนใจ เหมือนกับเห็นใครสักคนมาตากผ้า ไม่ใช่แขวนคอคน มีแต่พระมหาเถรคันฉ่องที่ชะงักมองแล้วสวดมนต์ให้เบา ๆ
สร้างหนังให้ทหารไทยมีเครดิตทางโหด เลว เถื่อน ดีจัง ถ้าสมมติมีใครมาบอกเราว่าพม่าแก้แค้นไทยเรื่องที่เจ็บใจหนังไทยชอบสร้างให้พม่าเป็นข้าศึกโหดเหี้ยมเลวทราม เลยสร้างนเรศวรมาบลัฟ เราก็ชักจะเชื่อ ๆ -_-" เพราะทุบคุณงามความดี ภาพพจน์ หรือวินัยทัพทหารไทยป่นเลย พม่า เช่นบุเรงนอง ดูดี ดูเท่ห์ (อย่างน้อยก็ไม่ถือโอกาสลวนลามผู้หญิงแบบราชมณู) บ้านเมือง ท้องพระโรงงดงาม เลี้ยงเชลยก็ดี ไม่มีทุบตี เกณฑ์มาใช้แรงงานใด ๆ ทั้งสิ้น เหมือนเป็นแค่ประชากรชั้น 2 ธรรมดา ดูอยู่ดีมีสุขพอ ๆ กับเหล่าประชาชนทั่วไป ขนาดตอนพระมหาอุปราชคิดฆ่าพระนเรศวร ยังมีเหตุมีผล มีมูลความจริง ก็พระนเรศวรเอาใจออกห่าง คิดกู้ชาติตั้งแต่ยังเด็กจริง ๆ (ถ้าไม่สู้ ไก่เชลยก็ยังเป็นไก่เชลยอยู่วันยังค่ำ...ในภาค 1 ไง) คือไม่ได้จงรักภักดีกับหงสาจริง ๆ อีตาพ่อคือพระมหาธรรมราชาจอมทรยศ ตั้งแต่ขุนวรวงศาธิราช ท้าวศรีสุดาจันทร์ ยันทรยศพระเธียรราชามาเข้ากับหงสา แล้วก็ทรยศหงสาอีก โดยยุพระนเรศว่าเราจะไม่เป็นข้าหงสาตลอดไป...ดูหนังเรื่องนี้แล้ว กลายเป็นพม่าก็ชุบเลี้ยงดี แต่พระนเรศก็เอาใจออกห่างจนเขาต้องคิดฆ่า เลยถือโอกาสนี้ ประกาศอิสรภาพเสียเลย...เป็นหนังที่เชิดชูพม่าไม่ให้เป็นเพียงศัตรูร้าย แต่แจงเหตุผลที่ไทยเลวได้สมจริง โดยไม่อิงประวัติศาสตร์อันมีพื้นฐานความเป็นจริง
พระนเรศวรพอสร้างสะพานเสร็จ ก็ให้ชาวบ้านเดินข้ามไป แล้วภาพจากมุมสูงเห็นเรือ แพ จำนวนมากพอควรพายไปอีกฝั่งตามแนวสะพานด้วย ทำให้คิดว่า ผูกแพใหญ่หลาย ๆ แพสำหรับข้ามไปมา ถึงจะหลายเที่ยวก็น่าจะเร็วกว่าสร้างสะพานนะ ถ้าใครเคยเห็นการสร้างสะพานไม้ จะรู้ว่ามันไม่ใช่ของง่าย ใช้เวลาสั้น ๆ เลย โดยเฉพาะสะพานข้ามแม่น้ำที่ทั้งกว้างทั้งลึก เสร็จแล้วก็ต้องระเบิดสะพานทิ้งให้เปลืองดินดำอีก
แต่ถ้าเป็นสะพาน ก็จะได้ภาพพระนเรศวรกับมณีจันทร์ขี่ม้าข้ามฝั่งมาโดยมีระเบิดตูม ๆ ไล่หลัง...คิดว่าทีมงานคงอยากได้ภาพนี้
พูดถึงมณีจันทร์แล้ว ขอจวกหน่อยเหอะ ชุดที่เธอใส่ในกองทัพพระนเรศวรน่ะ สไตลิสต์คงกะว่าสวยดี เท่ห์ดี (แต่เรามองแล้วคิดว่าไม่แฮะ) คือ ถ้าหวังจะปลอมเป็นผู้ชายหรือชาวบ้าน ชุดมันก็ดูชอบกล ไม่ได้กลมกลืนเล้ย~ เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นคนแต่งชุดแบบนี้ นอกจากละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ที่มีนางเอกปลอมเป็นผู้ชาย - -" แถมยังโพกหัว เป็นสัญลักษณ์พม่ารามัญ...ซึ่งครัวไทยครัวมอญที่อพยพมาด้วยก็ไม่มีใครแต่งเหมือนเธอ ฉวยเกิดมีทหารเซ่อคนไหนไม่รู้จักกิ๊กพระนเรศวรที่เพิ่งหนีตามกันมาหยก ๆ คิดว่าเป็นสายลับพม่า เธอคงถูกจับไปแขวนคอต่องแต่งแบบพวกผู้ต้องสงสัย 5-6 คนนั้นแน่ มณีจันทร์คงพูดได้แต่ภาษามอญ พม่า พูดไทยไม่ได้แน่ยิ่งเข้าแก๊ปใหญ่ จะโพกหัว (เก็บผมละมั้ง) ท่ามกลางคู่ศึกพม่า (ซึ่งเป็นชนเผ่าโพกหัว) ไปทำไมกัน? เดี๋ยวก็ได้ตายฟรีหรอก ชุดก็ไม่เห็นจะรัดกุม ไม่เหมาะกับสถานการณ์เลย สังเกตว่าหนังท่านมุ้ยระยะหลังชอบนางเอกนักบู๊มั้ง จะให้นั่งเฉย ๆ รอพระเอกมาขอก็ดูจะบทน้อยไม่คุ้มค่าตัว แต่ก็สร้างออกมาเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ดี ชุดของเลอขิ่นยังกลมกลืนเหมาะสมมากกว่าอีก
ชนเผ่าล่าหัวมนุษย์นาคาลอบเข้ามาที่บรรทมของพระนเรศ...คราวนี้ ฉากนี้อยู่กลางป่ากลางดงแท้ ๆ กลับหรูหราราวกับวัง (ขณะที่วังในอยุธยากลับซอมซ่อสิ้นดี) ไม่รู้พระนเรศจะหอบสมบัติมากมายขนาดนั้นมาจากหงสาทำไม โต๊ะ ตู้ พานหมาก เชี่ยนหมากทอง จัดแต่งไว้เต็มไปหมด น่าจะมีหลายห้องเสียด้วย...ตกลงอยู่ที่ริมน้ำสะโตงแน่นะ ไหนว่าจะรีบหนีไง ตกแต่งซะยังกับจะลงหลักปักฐาน (จริง ๆ แล้วควรเป็นกระโจมที่พักชั่วคราวด้วยซ้ำ) คิดว่าอาจถ่ายไว้กะเป็นฉากในอยุธยาแล้ว แต่ว่าท่านมุ้ยเปลี่ยนใจตัดต่อมาใส่ไว้ตรงริมแม่น้ำสะโตง ...เดาเอานะ
มณีจันทร์ในชุดผ้าแถบปล่อยผมสยายแบบที่เห็นบ่อย ๆ ในชุดนอนมเหสีหรือพระธิดาละครจักร ๆ วงศ์ ๆ โผล่มาจากห้องทางซ้าย ยิงปืนเปรี้ยงใส่มนุษย์นาคาตาย เธอน่าจะเพิ่งฝึกยิงเมื่อไม่นานมานี้ตอนออกจากหงสา เพราะในวังคงไม่มีของแบบนี้ให้ฝึกให้ใช้...จะยิงแม่น + ตั้งสติดีไปไหมนี่? เอาเป็นว่า สมมติว่าเธอเก่งก็แล้วกัน ^-^ แต่นี่เป็นที่ประทับส่วนพระองค์นะ เธอมาได้ไง? (พระนเรศออกมาจากประตูทางด้านขวา...คนละประตูกันนะคะท่านผู้ชม ^-^)
มณีจันทร์เอาหอกเอาดาบแทงมนุษย์นาคาตายอย่างไม่ครั่นคร้าม...โอ้โห! ยังกะทูมไรเดอร์! ผู้หญิงถึงจะแก่นแก้ว แต่ก็ใช้ชีวิตในสังตั้งแต่เด็กจนไม่กี่วันที่แล้ว คว้าหอกคว้าปืนมาฆ่าคนเป็นสามารถเนี่ยนะ? เวลาฝึกก็มีแต่พระนเรศกับบุญทิ้งที่ฝึก จะว่าแค่มอง ๆ แล้วอะแด๊ปแอพพลายได้เองก็เกินไป...น้ำหนักเหล็กของอาวุธมันไม่ใช่น้อย ๆ คนที่คงไม่เคยถืออะไรหนักกว่าเชี่ยนหมากของพระสุพรรณกัลยา จนชั้นจะไปไหนมาไหนยังต้องนั่งเสลี่ยงคานหาม จะคว้ามาแทงคนตายหลายคนได้โดยรอดปลอดภัยมาได้ ก็นับว่าบุญโข (หรือนับว่าเวอร์ดี ^-^)
เช้ามา ทหารหงสาก็มาถึงช่องเขา (CG ชัด ๆ) ราชมณูกับเลอขิ่นออกไปสู้โดยใช้ธนูยิง จากนั้นจึงเข้าประจัญบาน ดาบเลอขิ่นเห็นแล้วนึกถึงดาบของเลโกลัสใน the Lord of the Rings เป๊ะ ก็เข้าใจอะนะ ว่าไป work shop ที่ WETA studio มา แต่ workshop น่ะ เขาเอา How to ไม่ใช่เอาไอเดีย...ก็สู้กันสักพัก ทหารไทยก็ต้องล่าถอย (ด่านแตก) พระนเรศวรผ่านไปวันกะคืนแล้วยังเอาคนข้ามสะพานไม่หมดเลย ไม่รู้ทำอะไรอยู่ (อ้อ~ สู้มนุษย์นาคาพร้อมกับมณีจันทร์เมื่อคืนสินะ) ไพร่พลก็ไม่ได้มากมายนักหนา
เอฟเฟคต์ที่ใช้เวลายิงปืนใหญ่ก็แปลก ๆ จะมีไฟระเบิดตู้มที่ปากกระบอก แล้วตัดภาพมาที่ทหารซึ่งวิ่งวุ่นชุลมุนกันอยู่ แล้วเอฟเฟคต์ที่ฝังไว้บนดินก็ระเบิดอีกตู้ม ฝุ่นฟุ้ง...ดูไม่สัมพันธ์กันเลยว่าเป็นปืนใหญ่ยิงไปถูกคน จริง ๆ แล้ว ลูกปืนใหญ่เป็นลูกเหล็กยักษ์ อาศัยยิงไปกระแทกทับคน ไม่ใช่มีไฟระเบิดตูม ๆ แบบระเบิดมือ นี่ยิงกันโครม ๆ ไม่เห็นลูกเหล็กสักลูก
พอสู้เสร็จ ทางพม่าซึ่งตายไปมากก็มาเก็บศพ นายทหารคนหนึ่งขอให้ถือโอกาสนี้ฆ่าให้หมด แต่ราชมณูบอกว่ามันเป็นประเพณีการศึก ถ้าฝ่ายเราโดนบ้าง ฝ่ายนั้นก็จะหยุดให้เราเก็บศพเช่นกัน แล้วเมื่อมหาเถรคันฉ่องมีทีท่าสลดใจกับภาพความสูญเสีย ศพเกลือนไปหมด ทหารคนนั้นก็บอกว่าเห็นทีพระมหาเถรจักยังมีใจสงสารพวกพม่าอยู่ บุญทิ้ง (ราชมณู) ก็แก้ให้ว่าคนเหล่านั้นก็คือญาติโยมที่เคยทำบุญถวายภัตตาหารท่านมาทั้งนั้น (คงเป็นพวกที่แกสมัยเป็นเด็กวัดเดินถือของแล้วถุยไปตลอดทางเพราะเขม่นกับโจทก์เก่าขณะเขาใส่บาตรกันสินะ)
ฉากนี้เป็นฉากคมคายที่เราขอชม (ลองหามาดูแล้วกันค่ะ...เราเล่าตรงนี้ได้ไม่ดีเท่าบทหนังช่วงนี้) ถ้าเขียนบทได้มาตรฐานนี้ตลอดเรื่องก็ดีสิ แต่ปรากฏว่าไม่เป็นเช่นนั้นแฮะ
เมื่อชาวบ้านข้ามแม่น้ำไปได้หมดแล้ว พระนเรศวรก็ขนปืนใหญ่เตรียมย้ายค่ายข้ามแม่น้ำสะโตงบ้าง ทางราชมณูต้องสู้ถ่วงเวลาจนกว่าจะย้ายปืนไปได้หมด ก็ประสบสถานการณ์คับขับขึ้นเรื่อย ๆ ขนดินปืนหนีไม่ทันจึงจุดไฟใส่เสียให้ระเบิดให้หมด จะได้ไม่เหลือไว้ให้พม่าใช้ประโยชน์...ตอนจุดไฟก็มีคนวิ่งชุลมุนอยู่แถวนั้นเต็มไปหมด ระเบิดตูม ๆ จุดไม่ได้ดูคนเล้ย~ เหมือนอยากได้ภาพสวยโดยไม่ใจความรู้สึกของหนัง
ราชมณูถูกยิง พระมหาเถรรีบไปบอกพระนเรศว่าถ้าอยากช่วยก็ไปช่วยเสียเดี๋ยวนี้เลย ราชมณูถูกยิง...สงสัยพระมหาเถรจะมีฤทธิ์ตาทิพย์ หูทิพย์จริง ๆ...ทหารมาห้ามไว้ เพราะกลัวจะขาดผู้นำ แต่พระนเรศวรก็ฝืนคำค้านไปช่วยเพื่อน ยัยมณีจันทร์ขอไปด้วย พระนเรศก็ไม่ขัดสักคำ...จริง ๆ แล้ว ถึงไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรเล้ย~ น่าจะเป็นตัวถ่วงเสียมากกว่า แต่เธอว่า ราชมณูก็เพื่อนเธอเช่นกัน...
พอช่วยราชมณูได้ก็ควบม้าข้ามสะพานที่ระเบิดตูม ๆ ตามหลังมาเรื่อย ๆ ...ฉากไปช่วยราชมณูนี้ในความรู้สึกของเรา ถ้าเคยดู LOTR แล้วดูนเรศวรต่อกัน จะพบว่ามีอะไรให้นึกถึง LOTR พอสมควร โดยเฉพาะฉาก CG ทิวทัศน์
พอข้ามแม่น้ำสะโตงได้ก็ยิงปืนต่อสู้กันอยู่คนละฟากน้ำ การรบดุเดือดมากขึ้น พม่าเกือบจะข้ามน้ำมาได้แล้ว พระมหาเถรคันฉ่องจึงเอาพระแสงปืนต้นมาให้ ด้วยเหตุผลว่าพระนเรศวรมีบารมีถึงขนาดพระจักรพรรดิ์แล้ว...ตรงไหนอะ? คือ ถ้าให้ใช้ด้วยเหตุผลนี้ ตอนนี้พระนเรศวรยังไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากประกาศอิสรภาพ และสู้รบจวนจะแพ้แล้วด้วย ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แค่อยู่ในขั้นก่อร่างสร้างตัวเท่านั้นเอง แถมพระแสงปืนต้นที่ว่าก็ปากกระบอกยาวเฟื้อยสุด ๆ จนน่าจะระเบิดขาดกลางกระบอกขณะใช้ แต่ก็ไม่ยักเป็นเช่นนั้น
ข้อมูลจริงตามประวัติศาสตร์ พระแสงปืนต้นเป็นปืนเก้าคืบ ซึ่งคือปืนวางบนพื้น/หรือบนหลังช้าง แล้วจึงยิง ไม่ใช่ปืนเล็กยาวธรรมดาแบบในหนัง ซึ่งพระแสงปืนต้นถ้ายิงประทับบ่าโดยไม่ตั้งฐาน มันจะถีบเอาไหล่หักเลย เพราะขนาดปืนยาวไรเฟิลความเร็วปากกระบอกต่ำยังถีบคนล้มมาแล้ว เป็นปืนแบบที่ต้องมีตัวยึดไว้กับกูบช้าง ถ้าอัดดินถึงขนาดก็ยิงไกลมาก ข้ามแม่น้ำสะโตงได้สบาย ปืนเล็กสมัยนี้ก็ยน่าจะยิงได้ข้ามเหมือนกัน แต่ถ้ายิงประทับบ่าแบบในเรื่องมีหวังถูกพานท้ายฟาดคอหัก
อีกอย่าง ปืน 9 คืบปกติก็ไม่น่าถือได้อยู่แล้ว ยกเว้นว่าคุณจะเป็นอาร์โนลด์ ชวาสเนกเกอร์...ตกลง พระนเรศวรยิงสุระกัมมา นายทัพพม่าตาย...จบ เฮ้ย! รองแม่ทัพน่าจะสั่งการต่อได้นี่ แค่นายทัพตายก็เผ่นกลับเลยเนี่ยนะ? เหมือนคราวสุริโยไทที่พอพระสุริโยไทสิ้นพระชนม์ พม่าก็ยกทัพกลับไปเฉย ๆ เหมือนมาเพื่อฆ่าพระสุริโยไท เสร็จแล้วก็กลับเลย? ข่าวมาถึงพระพี่นางสุพรรณกัลยากับนางกำนัล กิ๊วก๊าวกันใหญ่ว่าเป็นกฤษดาภินิหาริย์...
แล้วพระนเรศวรก็เกณฑ์พลกลับ เตรียมไปรับศึกใหญ่ที่กรุงศรีอยุธยาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จบภาค 2
เพลง Ending คราวนี้เป็นภาษาไทย...ในความคิดเราชอบเพลงของภาค 1 ซึ่งเป็น version ของภาษาอังกฤษมากกว่า ถึงจะไม่เข้ากับบรรยากาศไท๊~ไทยก็เหอะ แต่การมีอยู่ของเพลงภาคภาษาไทย และใส่มาในภาค 2 ก็เป็นการตัดสินใจที่ดี และเข้ากันกับภาพวีรกรรมของพระนเรศวรมหาราชที่ปรากฏให้เห็นบนจอ สำหรับเราแล้ว ภาค 2 ไม่ทำให้รื่นหูรื่นตาเท่าภาค 1 ทั้งภาพ ทั้งเรื่อง ทั้งความสมเหตุสมผล แต่ก็อลังการดีในเรื่องโปรดักชั่น ซึ่งถ้าเงินถึงก็จะได้คุณภาพดีกว่าภาพยนต์ที่ต้องจำกัดจำเขี่ยงบอยู่แล้ว
เอาเป็นว่า รอดูภาค 3 ก็แล้วกัน ซึ่งหวังว่าจะไม่มีอะไรหลุด ๆ แบบภาค 1 ภาค 2 ที่เราได้กล่าวมา ถือเสียว่าเห็นข้อบกพร่องก็บอกกล่าวกันไว้ให้รู้ คราวหน้า ถ้ามีอีกจะได้ออกมาสมบูรณ์แบบสมดั่งใจผู้สร้างและผู้ดูค่ะ
Sakuranjotai Type B
Tags: movie review, นเรศวร3 Comments